เหตุผลที่สาวๆ จำเป็นต้องปกป้องผิวจาก UVA และ UVB

สาเหตุของจุดด่างดำและกระบนใบหน้าและผิวกาย
1 กันยายน 2562
สกินแคร์สูตรกลางวันและกลางคืนใช้แทนกันไม่ได้เพราะอะไร
1 กันยายน 2562

เหตุผลที่สาวๆ จำเป็นต้องปกป้องผิวจาก UVA และ UVB

แสงแดดเป็นสาเหตุหลักของหลากหลายปัญหาผิวหนัง ที่พบบ่อยคือกระ , ฝ้า , จุดด่างดำ , สิวอักเสบและผิวไหม้ ทุกคนเคยได้ยินถึงอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลตหรือ UV ในแสงแดด แต่ไม่ตระหนักถึงภัยเงียบที่มีผลเสียต่อผิวหนังอย่างรุนแรง การเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานโดยไม่มีสิ่งใดป้องกัน แม้แต่ครีมกันแดด เสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้แสงแดด เห็นได้ชัดโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดดมากที่สุดคือ แก้ม , จมูก , หน้าผาก , คาง ตลอดจนแขนและไหล่ ช่วงแดดจัดระหว่างเวลา 10.00-15.00 น. พบว่ารังสี UV เป็นอันตรายต่อผิวหนังมากที่สุด หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความจำเป็นต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดอยู่เสมอ ควรตระหนักถึงอันตรายและป้องกันรังสีที่ไม่เพียงทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดรอยแดงไหม้เท่านั้น แต่ยังเสี่ยงเกิดมะเร็งผิวหนังโดยไม่รู้ตัว

UVA กับ UVB แตกต่างกันอย่างไร ทำร้ายผิวอย่างไร

            แสงแดดมีรังสียูวี 3 รูปแบบ ประกอบไปด้วย UVA , UVB และ UVC แต่ละแบบมีช่วงความยาวคลื่นแสงอัลตราไวโอเลตแตกต่างกัน ดังนี้

            1.UVA มีความยาวคลื่น (320-400nm) รังสีนี้แบ่งย่อยออกเป็น 2 ระดับคือ UVA1 และ UVA2 โดยรังสี UVA1 ทำร้ายผิวรุนแรงที่สุด หากอยู่กลางแดดจัดนานเกินไป รังสีจะทะลุผ่านผิวหนังได้ลึก ทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิวหนังลดลง เกิดปัญหาผิวแห้ง หย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำและทำลายโครงสร้างดีเอ็นเอของเซลล์ผิว ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ก่อผลเสียต่อผิวหนังในระยะยาว อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังทุกประเภท เนื่องจากรังสี UVA ตกกระทบถึงผิวมากถึง 80%-95% ทำลายทะลุชั้นผิวลึกกว่า UVB รวมทั้งทะลุทะลวงผ่านกระจกอาคารและฟิล์มติดรถยนต์ได้อีกด้วย แม้จะหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด พยายามอยู่ในที่ร่ม แต่อันตรายจากแสงแดดไม่ได้ลดน้อยลง

            2.UVB มีความยาวคลื่นสั้น (280-320nm) ทะลุผ่านผิวหนังกำพร้าถึงหนังแท้ชั้นบนเท่านั้น (Dermis) ไม่ทำอันตรายลึกถึงเซลล์ผิวเหมือนกับรังสี UVA แต่มีผลเสียต่อผิวหนัง กระตุ้นการเกิดกระ ฝ้า และจุดด่างดำ ถ้าเผชิญกับแดดแรงเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวไหม้แดด เกิดอาการแสบ ระคายเคืองและอักเสบเป็นแผล เกิดรอยคล้ำจุดด่างดำทำให้ผิวไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอ หลังการออกแดดนานจนเกิดตุ่มน้ำพองอาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งผิวหนังง่ายขึ้น ทั้งนี้ความเข้มของรังสี UVB มีระดับแตกต่างกันตามช่วงเวลาและมุมตกกระทบของแสงแดด โดยเฉพาะฤดูร้อนระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม ถือเป็นช่วงที่ปริมาณรังสี UVB แรงมากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. ซึ่งทำร้ายผิวหนังให้ระคายเคือง เกิดผิวไหม้แดดได้มากที่สุด

            3.UVC มีความยาวคลื่นสั้น (190-280 nm) ส่วนใหญ่รังสีถูกกรองโดยก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศ ส่องผ่านลงมาถึงพื้นโลกไม่ได้ จึงไม่เกิดอันตรายต่อผิวหนัง

ข้อดีของแสงแดดอ่อนคือวิตามินดีเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก รวมทั้งป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน แสงแดดและความร้อนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลากลางวันมีอันตรายมากขึ้น เนื่องจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมทำลายชั้นโอโซน ทำให้แสง UV ผ่านมาถึงพื้นโลกมากขึ้น ทำลายชั้นผิวหนังได้ลึกมากขึ้น สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนของผิวหนังที่แห้งกร้าน ระคายเคืองง่าย เกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำและริ้วรอยก่อนวัยมาเยือนเร็วขึ้น

เมื่อตระหนักถึงอันตรายของ UVA กับ UVB แล้ว ควรดูแลป้องกันผิวด้วยการทาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่ปกป้องได้ทั้งรังสี UV และมลภาวะสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยเนื้อโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นไปในตัว

วิธีเลือกผลิตภัณฑ์กันแดด ค่า SPF และ PA หมายถึงอะไร

ผลิตภัณฑ์กันแดดตามท้องตลาดมีหลายแบรนด์ เลือกได้หลายแบบทั้งครีม , โลชั่น , สเปรย์ แต่ละชนิดระบุค่า SPF และ PA ด้วย ควรพิจารณาเลือกซื้ออย่างไร1.ค่า SPF มาจากคำว่า Sun Protection Factor เป็นการวัดดัชนีป้องกันแสงแดดสำหรับรังสี UVB โดยเฉพาะ ตัวเลขด้านหลัง SPF คือระยะเวลาในการปกป้องแสงแดด ครีมกันแดดที่มีค่าตัวเลข SPF สูง จะป้องกันผิวไหม้แดดได้นานขึ้น การวัดค่าดัชนีจะประเมินจากระยะเวลาที่อยู่กลางแดดประมาณ 30 นาที ก่อนที่ผิวหนังจะเริ่มแดงและระคายเคือง ถ้าผลิตภัณฑ์กันแดดระบุตัวเลข SPF 20 หมายถึง ครีมกันแดดมีประสิทธิภาพปกป้องผิวมากขึ้น 20 เท่า ( 20×30= 600 นาที) ทาครีมกันแดดแล้วออกไปยืนกลางแจ้งได้นาน 10 ชั่วโมง ความจริงแล้วหลักในการเลือกค่า SPF ควรพิจารณาการใช้งานและกิจกรรมที่ทำด้วย ค่า SPF สูง เช่น SPF50+ เหมาะสำหรับเล่นกีฬา , ปีนเขา , เดินป่า หรือทำงานภาคสนามที่ต้องเผชิญแสงแดดจ้าเป็นเวลานาน แต่บางสถานการณ์อย่างการว่ายน้ำ เที่ยวทะเล ไม่จำเป็นต้องเลือกค่า SPF สูง เพราะเวลาลงน้ำ ครีมจะชะล้างออกไป ให้ใช้ระดับ SPF 15 ขึ้นไป และทาซ้ำบ่อย ๆ หรือทุกครั้งที่ขึ้นจากน้ำ

2.ค่า PA มาจากคำว่า Protection Grade of UVA เป็นดัชนีการปกป้องริ้วรอยสำหรับรังสี UVA โดยเฉพาะเครื่องหมาย + เป็นสัญลักษณ์แบ่งระดับประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVA จากน้อยไปหามาก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  • PA+ ระดับป้องกันรังสี UVA ได้บางส่วน อยู่ในช่วง 320-340 นาโนมิเตอร์ เหมาะกับชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญแสงแดดทั่วไป
    • PA++ ระดับป้องกันรังสี UVA ได้เกือบครบ 400 นาโนมิเตอร์ เหมาะกับผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งและเล่นกีฬาต่าง ๆ
    • PA+++ ระดับป้องกันรังสี UVA ได้ถึง 400 นาโนมิเตอร์ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานภาคสนามตลอดทั้งวันหรือทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ต้องการปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นเวลานาน

            ทาครีมกันแดดอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด             การทาครีมกันแดดให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ หลายคนทาครีมกันแดดแล้วยังเกิดรอยแดงผิวไหม้ เกิดจากทาครีมแล้วออกไปกลางแจ้งทันที วิธีใช้งานที่เหมาะสมคือทาครีมกันแดดอย่างน้อย 30 นาทีก่อนออกแดด ใช้ปริมาณครีมประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ทาทั่วใบหน้า ลำคอ แขนและบริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรง ควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเพราะครีมอาจหลุดออกไปเนื่องจากเหงื่อ หากเล่นกีฬาหรือกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่กันน้ำกันเหงื่อ เลือกระดับค่า SPF 15 ขึ้นไป PA+++ เพื่อต่อต้านจุดด่างดำและริ้วรอยด้วย หากผิวบอบบางแพ้ง่าย ควรเลือกชนิดไม่มีน้ำหอมและพาราเบน เพื่อป้องกันอาการแพ้ ก่อนใช้จริงควรทดสอบทาเล็กน้อยบริเวณท้องแขนเพื่อตรวจสอบอาการแพ้หรือผลข้างเคียงอื่น ๆ

สำหรับสาว ๆ ที่แต่งหน้า ควรทาครีมบำรุงผิวให้ครบสูตรก่อน ตั้งแต่เนื้อบางเบาที่สุดไปหาเนื้อหนัก เช่น อายครีม(รอบดวงตา) , เซรั่ม , มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ตามด้วยครีมกันแดด รอ 1-2 นาทีให้ครีมซึมซาบลงผิวแล้ว จึงลงรองพื้นและเมคอัพตามปกติ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและใช้งานถูกวิธีเป็นเรื่องสำคัญมาก แม้จะสวยพร้อมออกแดด แต่การหลีกเลี่ยงสัมผัสแสงแดดเป็นวิธีป้องกันสุขภาพผิวและชะลอริ้วรอยก่อนวัยที่เห็นผลดีที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *